🗓 ผ่านมาแล้วครึ่งปีกับปี 2023 ที่ประเด็นการพัฒนาระบบ AI ถือว่ามาแรงแซงทางโค้งสุด ๆ เพราะไม่ว่าจะไถจอเฟซบุ๊กไปทางไหน ก็มีแต่ข่าวการอัปเดตเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานรวมถึงการสร้างสรรค์คอนเทนต์ต่าง ๆ ตัวอย่าง AI ที่คนส่วนใหญ่มักจะคุ้นเคยก็เช่น ChatGPT, Fireflies, Jasper AI, Murf และ Dall-E-2 เป็นต้น
❓แต่สิ่งที่ AI สร้างขึ้นก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ถูกลิขสิทธิ์หรือให้ข้อมูลที่ต้องเสมอไป เพราะ AI นั้นเป็นเครื่องจักร ซึ่งเครื่องจักรก็สามารถเกิดอาการอ๊องหรือการประมวลผลที่ผิดพลาดได้ และยิ่งเครื่องมือ AI เหล่านี้สามารถทำตาม Prompt หรือคำสั่งอะไรก็ได้ตามที่มนุษย์ต้องการ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีการละเมิดลิขสิทธิ์ของผลงานที่มีอยู่แล้ว
ซึ่งบทความนี้จะมายกตัวอย่าง 5 ภาพข่าวดังสุดพิลึกที่ไม่เป็นความจริง ในช่วงต้นปี 2023 จากฝีมือของ AI ที่ดูเหมือนส่วนใหญ่จะกลายเป็นเรื่องตลกขบขันของชาวโลก แต่อย่างไรก็ตามเรื่องราวหลอกลวงก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอยู่ดี
ใครที่เคยเห็นข่าวเหล่านี้แล้วเคยหลงเชื่อไปว่ามันเป็นเรื่องจริงเนี่ย วันนี้จะได้รู้แล้วนะว่าความจริงมันเป็นอย่างไร ส่วนใครที่เพิ่งรู้ก็โปรดอย่านำมันไปใช้เพื่อการแพร่กระจายข่าวเท็จ เพราะโลกนี้ก็มีเรื่องราวหลอกลวงเยอะมากพอแล้ว โดยเฉพาะโดนเธอหลอกให้รักเนี่ย เศร้าสุด ๆ แค่คิดก็น้ำตาคลอเบ้าแล้ว 🤧🔥
1. การถูกจับกุมของอดีตประธานาธิบดี Trump 🚔
เป็นที่ฮือฮากันอย่างมากกับทวีตที่ Trump ถูกตำรวจหลายสิบนายกุมตัวซึ่งมีคนเห็นทวีตนี้ถึง 6.6 ล้านวิว ซึ่งหากไม่ได้มองลึกไปถึงรายละเอียดก็อาจจะเข้าใจได้ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง
โดยเจ้าของภาพเหล่านี้คือนักข่าวและผู้ก่อตั้ง Bellingcat อย่าง “Eliot Higgins” ซึ่งเขาก็ทำออกมาได้พอดิบพอดีกับช่วงเวลาที่ชาวโลกกำลังติดตามเรื่องการจับกุมอดีตประธานาธิบดีคนนี้อยู่ โดยเขาใช้โปรแกรม AI ชื่อ Midjourney ในการสร้างสรรค์มันขึ้นมา
ซึ่งในความเป็นจริงนั้น Trump ได้มอบตัวแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งแต่วันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา และได้รับอนุญาตจากอัยการแห่งแมนฮัตตันให้สามารถปฏิเสธการถ่ายรูปของสื่อได้ เพราะแบบนี้ คนที่หวังว่าจะเห็นเวอร์ชันจริงของการจับกุมในแบบรูปที่ถูกสร้างโดย AI ก็คงจะผิดหวังเนื่องจากในความเป็นจริงนั้นไม่มีเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นเหมือนที่ AI สามารถสร้างได้ 😅
2. ‘Balenciaga Pope’ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสในชุดแบรนด์ดัง Balenciaga!
เป็นที่พูดถึงอย่างมากสำหรับรูปสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสหรือ Pope สวมใส่เสื้อคลุมสีขาวจากแบรนด์เนมชื่อดังอย่าง Balanciaga เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่น่าเสียดายที่เรื่องราวเรียกเสียงฮือฮานี้เป็นเพลงเรื่องหลอกลวงจากฝีมือของเจ้า AI ที่ถูกครีเอตโดยพนักงานดูแลการก่อสร้างวัย 31 ปี ด้วยโปรแกรม Midjourney อีกเช่นเคย
อย่างไรก็ตาม ภาพนี้ก็เหมือนจริงมากเสียจนชาวเน็ตหลายคนเชื่อไปตาม ๆ กันว่ามันเป็นเรื่องจริง แม้แต่ “Chrissy Teigen” ภรรยาของนักร้องเจ้าของเพลงดัง All Of Me อย่าง “John Legend” ก็ยังทวีตข้อความว่าเธอคิดว่าภาพนี้เป็นของจริง!
3. “You are Balenciaga, Harry” เมื่อ Balenciaga จับมือ AI ไปในโลกเวทมนตร์ 🧙🏻♀️🪄
เมื่อแบรนด์ Balenciaga ออกคอลเลกชันใหม่ถึง 2 ครั้งในเดือนเดียวกัน การโฆษณาดึงดูดผู้คนโดยใช้นางแบบแบบเดิม ๆ อาจจะไม่น่าสนใจเท่าการใช้ตัวละครที่ไม่มีใครไม่รู้จักทั้งในโลก Muggle และโลกเวทมนตร์อย่าง Harry Potter มาสวมใส่เสื้อผ้าในคอลเลกชัน พร้อมการสร้างบทสนทนาระหว่างตัวละครที่อ้างอิงมาจาก Quote สำคัญในภาพยนตร์แต่เปลี่ยนคำบางคำให้สื่อถึงแบรนด์
และผลลัพธ์ที่ออกมาก็ตามคาด ผู้คนจำนวนมากต่างออกมาทวีตแสดงความคิดเห็นและชื่นชมถึงความคิดสร้างสรรค์นี้
โดยประโยคเด็ดของการ PR คอลเลกชันใหม่นี้ก็คือ “You are Balenciaga, Harry” ที่พูดโดยตัวละครอย่าง Rubeus Hagrid ในฉากเริ่มของคลิป ก็ถือเป็นลูกเล่นที่เรียกเสียงเฮฮาของคนดูได้เป็นอย่างมาก
และจะเห็นได้ว่าในวิดีโอนี้ ตัวละครหลักทุกตัวจะได้รับการดัดแปลงให้มีลักษณะที่โดดเด่นด้วยกรามบนใบหน้าที่ชัดเจน ซึ่งตรงนี้ทางแบรนด์ต้องการจะสื่อสารว่าผู้สวมใส่เสื้อผ้าจาก Balenciaga นั้นจะดูนิ่งขรึม จริงจังและสง่าเหมือนนางแบบ นายแบบ ของแบรนด์
ซึ่งวิดีโอตัวนี้ถูกสร้างโดย YouTube Chanel “Demonflyingfox” ที่มีชื่อคลิปว่า “Harry Potter by Balenciaga” โดยการครีเอตลายเส้นของตัวละครขึ้นมาใหม่ด้วย AI นี้ แสดงให้เห็นว่าทางแบรนด์ไม่มีเจตนาที่จะหลอกลวงให้คนเชื่อว่าตัวละครจาก Harry Potter สวมใส่เสื้อผ้าของแบรนด์จริง ๆ
นี่ก็เป็นอีกตัวตัวอย่างที่น่าทึ่งจากผลงานของ AI Midjourney ที่สามารถสร้างตัวละครเลียนแบบเรื่อง Harry Potter ได้อย่างไร้ที่ติแถมใส่ความเป็น Balenciaga ได้อย่างสวยงามอีกด้วย
สามารถดูโพสต์ต้นทางได้ที่: https://www.youtube.com/watch?v=iE39q-IKOzA
4. ถึงจะเป็น AI แต่ก็มีดนตรีในหัวใจ “Heart on my sleeve” Drake feat. The Weeknd 🎶
ทำเอาแฟนคลับตื่นเต้นกันยกใหญ่กับการปล่อยเพลงใหม่ของ Drake ที่ร้องร่วมกับ The Weeknd ในเพลงที่มีชื่อว่า “Heart on my sleeve” แต่ใครจะรู้ว่าผลงานที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงคำว่าสมบูรณ์แบบสุด ๆ นี้ถูกสร้างจากฝีมือของ AI…?! 🤖
ครีเอเตอร์นิรนามผู้ใช้ AI สร้างเพลงนี้ใช้ชื่อบัญชีว่า “Ghostwriter” แต่ความนิรนามนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาที่จะมาคุมดำเนิดความแมสของเพลงนี้แต่อย่างใด
ถึงแม้ว่าจะยังไม่ทราบชัดถึงเทคโนโลยีที่ใช้สร้างเพลง ๆ นี้ แต่การสร้างเสียง Deepfake ก็ดูเป็นเรื่องง่ายอย่างน่าตกใจ โดยในกรณีนี้คือการแปลงข้อความเป็นเสียงหรือใช้ตัวอย่างเสียงที่มีอยู่เพื่อสร้างเสียงที่คล้ายคลึงกันและทำให้เสียงนั้นพูดสิ่งที่คุณต้องการได้
แต่ในท้ายที่สุดนั้น เพลงนี้ก็ถูกรายงานเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ เและทาง Billboard รวมถึง The Weeknd and Drake’s record label Universal Music Group ได้ออกมาแถลงว่า
“ทุกฝ่ายที่มีส่วนได้เสียในอุตสาหกรรมดนตรีทั้งฝ่ายของศิลปิน แฟนเพลง รวมถึงอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางศิลปะของมนุษย์ ควรเริ่มตั้งคำถามกับการพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่ถูกสร้างสรรค์โดยใช้เพลงของศิลปินซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงและการละเมิดลิขสิทธิ์จากการเสียงแบบ Deepfake และการปฏิเสธการชดเชยต่อศิลปินที่ถูกละเมิด”
ในปัจจุบันก็มีหลายคนที่ออกมาสร้างสรรค์ผลงานเพลงโดยใช้ฝีมือของ AI มากขึ้น ซึ่งผู้คนเหล่านี้ก็ควรจะคำนึงถึงประเด็นการละเมิดลิขสิทธิ์ต่าง ๆ ให้มากขึ้น รวมถึงในด้านของกฎหมายในปต่ละประเทศที่ในอนาคตควรออกมารองรับสิทธิ์ของผู้สร้างที่เป็นคน และลงโทษการละเมิดลิขสิทธิ์เหล่านี้ให้มากขึ้นเช่นกัน
5. เหตุระเบิดที่ The Pentagon, United States โดย AI
ฝีมือ AI ในครั้งนี้ไม่ได้สร้างเสียงฮือฮาเหมือนผลงานอื่น ๆ แต่กลับเป็นการสร้างความตื่นตระหนกในแง่ของการรักษาความปลอดภัยแทน เนื่องจากภาพที่ออกมาเป็นภาพเหตุการณ์การระเบิดที่ The Pentagon, Washington, D.C รัฐ Virginia ที่มีกลุ่มควันจำนวนมากลอยขึ้นบนท้องฟ้า
โดยภายหลังที่ภาพนี้ถูเผยแพร่ออกมา มันก็ถูกตรวจสอบและย้ำว่าเป็นภาพปลอมโดยตำรวจท้องถิ่นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากบริเวณรั้วที่บริเวณหน้าอาคารนั้นมีความเบลอและไม่สม่ำเสมอ จึงชัดเจนว่าภาพนี้ถูกสร้างขึ้นโดยใช้ AI หรือถูกแก้ไขด้วยวิธีการดิจิทัลบางอย่าง
ทว่ามันก็สร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง อย่างทำให้ตลาดหุ้นลดลงชั่วคราว แต่ใครจะไปรู้ว่าเมื่อเทคโนโลยี AI ในกลุ่มของ Deepfake พัฒนาขึ้นไปเรื่อย ๆ มันก็คงจะยากขึ้นที่จะตรวจสอบว่าภาพใดเป็นความจริงหรือภาพใดเป็น “เรื่องหลอกลวง”
นี่ก็เป็นเพียงผลงานส่วนหนึ่งจาก AI ที่สร้างความเข้าใจผิดในวงกว้าง ดังนั้น ในฐานะที่เราเป็นผู้เสพสื่อ เราก็ควรที่จะใช้วิจารณญาณในการรับสื่อ อย่าเพิ่งรีบเชื่อหรือแชร์ต่อ แต่ควรรอหรือหาข้อมูลจากหากหลายแหล่งที่มาก่อน ปล่อยให้ผู้ที่มีอำนาจตรวจสอบและสรุปออกมาว่าภาพหรือเรื่องราวดังกล่าวเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เพื่อเป็นการลดความวุ่นวาย แตกตื่น ที่เกิดจากเทคโนโลยี Deepfake ต่าง ๆ รวมถึงเพื่อไม่ทำให้เรื่องราวโกหกถูกเผยแพร่ออกไปในวงกล้าง และสุดท้ายผลประโยชน์ก็ไปตกอยู่กับแค่คนบางกลุ่มเท่านั้น เพราะยิ่ง AI ถูกพัฒนาให้ฉลาดขึ้นไปอีกในอนาคต ก็ยากที่มนุษย์อย่างเรา ๆ จะแยกออกว่าข้อมูลไหนจริง ข้อมูลไหนเท็จ
ที่มา: Mashable SE Asia