
Pinterest เปิดแนวคิด ‘Design the Exit’ ที่ชวนให้เหล่านักการตลาดมาออกแบบประสบการณ์ที่จะพาผู้บริโภคออกจากการไถฟีดแบบไร้จุดหมาย ไปสู่การตัดสินใจและลงมือทำจริงมากขึ้น!
เนื่องจากในปัจจุบันผู้บริโภคส่วนใหญ่เริ่มตั้งคำถามกับเวลาที่เสียไปบนโซเชียลมีเดียมากขึ้น ทำให้แบรนด์ หรือทีม Marketing อาจต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการพยายามดึงความสนใจให้นานที่สุด มาเป็นการช่วยให้ผู้คนค้นพบสิ่งที่ต้องการและนำไปใช้ในชีวิตจริง
จากบทความของ Pinterest Business ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2026 ได้มีการระบุว่ากว่า 40% ของ Gen Z อยากให้โซเชียลมีเดียไม่เคยเกิดขึ้นบนโลก ขณะที่อีก 63% ของผู้ใหญ่มองว่า Gen Z เริ่มตั้งใจลดการเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าคนรุ่นใหม่เริ่มให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตนอกหน้าจอมากขึ้นอย่างชัดเจน

โดยข้อมูลการค้นหาบน Pinterest ยังสะท้อนพฤติกรรมนี้มากขึ้น จากการที่คำค้นหา ‘things to do instead of scrolling’ มียอดค้นหาเพิ่มขึ้นถึง 365% ส่วนคำว่า ‘analogue aesthetic’ ได้เพิ่มขึ้นถึง 260% และคำว่า ‘dumb phone’ เพิ่มขึ้น 150%
สะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าผู้คนต้องการเลิกใช้เทคโนโลยีทั้งหมด แต่กำลังมองหาเครื่องมือที่ช่วยให้ใช้ชีวิตได้ดีขึ้น แทนที่จะทำให้เสียเวลาไปกับการเลื่อนดูคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง
Design the Exit
ทั้งนี้ Pinterest ได้มองว่าการออกแบบประสบการณ์การตลาดไม่ควรจบแค่การทำให้คนหยุดดูโฆษณา แต่ควรช่วยให้ผู้บริโภคค้นพบสิ่งที่สนใจ ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น และนำแรงบันดาลใจไปต่อยอดในชีวิตจริง ผ่าน 3 แนวทางต่อไปนี้
Open the Door: เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้
เพราะแทนที่จะนำเสนอสินค้าเป็นศูนย์กลางกลับมองว่าแบรนด์ควรแสดงให้เห็นว่าสินค้าหรือบริการสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้บริโภคได้อย่างไร โดยเน้นภาพประสบการณ์ที่คนอยากสัมผัสจริง

ตัวอย่างเช่น Virgin Australia ที่ร่วมกับ Pinterest ทำโฆษณาวิดีโอเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทาง ใช้ภาพแบบคอลลาจช่วยให้ผู้ชมจินตนาการถึงประสบการณ์ปลายทางได้ตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง พร้อมใช้ข้อความ ‘Live it’ เพื่อสื่อถึงการได้สัมผัสประสบการณ์ มากกว่าการเร่งให้เกิดการจองเพียงอย่างเดียว
Ignite Their Intention: เปลี่ยนแรงบันดาลใจให้เป็นการตัดสินใจ
จากการที่มองเห็นว่าผู้บริโภคเริ่มเกิดสนใจแล้ว ดังนั้นแบรนด์จึงจำเป็นต้องช่วยให้ผู้บริโภคเหล่านี้เห็นเส้นทางที่จะทำให้สิ่งที่ต้องการเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงนำเสนอภาพสวย ๆ หรือไอเดียที่น่าสนใจเท่านั้น
ตัวอย่างเช่นการให้สูตรอาหารพร้อมรายการวัตถุดิบ การแนะนำชุดแต่งตัวพร้อมลิงก์สินค้า หรือการแจกแจงขั้นตอนจัดห้องอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถนำข้อมูลไปใช้ต่อได้ทันที
Set Them Free: ปล่อยให้ผู้บริโภคไปใช้ชีวิตต่อ
สุดท้ายคือมุมมองที่เห็นว่าเมื่อผู้บริโภคพบสิ่งที่ต้องการแล้ว แบรนด์ควรที่จะช่วยให้ผู้บริโภคได้ก้าวไปสู่ขั้นตอนถัดไปได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องรั้งให้อยู่กับแพลตฟอร์มหรือคอนเทนต์นานเกินไป
ตัวอย่างจาก Starbucks Mexico ที่สร้างส่วนขยาย Pin ให้ผู้ใช้เพิ่มกิจกรรมลงปฏิทิน พร้อมคำเชิญที่กรอกข้อมูลไว้แล้วสำหรับส่งให้เพื่อนหรือครอบครัว ช่วยเปลี่ยนแรงบันดาลใจจากการเห็นคอนเทนต์ให้กลายเป็นแผนการพบปะที่เกิดขึ้นได้จริง
ซึ่งแนวคิดนี้ได้สะท้อนการเปลี่ยนมุมมองของการตลาดบนโซเชียลมีเดีย จากการวัดความสำเร็จด้วยการดึงเวลาหรือความสนใจของผู้บริโภคให้นานที่สุด ไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่ช่วยให้ผู้คนตัดสินใจและลงมือทำได้จริง
ทำให้แบรนด์และครีเอเตอร์สามารถที่จะมองการทำคอนเทนต์ในมุมมองใหม่ ๆ ว่าอาจต้องคิดไกลกว่ายอดวิวหรือยอดไลก์ แต่อาจะคิดไปถึงว่าคอนเทนต์นั้น ๆ จะสามารถช่วยให้คนดูสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้นหรือไม่ นำไปทำตามได้จริงหรือเปล่า หรือจะพาผู้ชมไปสู่ประสบการณ์นอกหน้าจอได้อย่างไรมากขึ้น
และนอกจากนั้น Pinterest ยังได้เปิดเผยตัวเลขที่น่าสนใจของแพลตฟอร์มว่าปัจจุบันได้มีผู้ใช้งานทั่วโลกกว่า 640 ล้านคนต่อเดือน และผู้ใช้รายเดือนกว่า 69% ที่ได้มองว่า Pinterest มีส่วนช่วยในการตัดสินใจในชีวิตจริง ทั้งเรื่องเล็กและเรื่องใหญ่
ทำให้สรุปได้ว่าคอนเทนต์ที่มีคุณค่าในปัจจุบันอาจไม่ใช่คอนเทนต์ที่ทำให้คนอยู่กับหน้าจอนานที่สุดเพียงเท่านั้น แต่กลับเป็นคอนเทนต์ที่ทำให้คนอยากลุกขึ้นไปทำอะไรบางอย่างต่อได้จริงมากกว่า
ที่มา: https://business.pinterest.com/en-au/blog/design-the-exit/
